แชร์ทริคตั้งบริษัทใหม่: วิธีเซตระบบให้ “ออกจากประกันสังคม” แบบถูกกฎหมาย แล้วเปลี่ยนงบมาเปย์ประกันสุขภาพ VIP ให้ทีมงาน

setup-company-no-social-security - TheLovelyAir

สวัสดีค่ะ ว่าที่ CEO และเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ทุกท่าน เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังกุมขมับกับข่าวการปรับเพดานเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่ขยับขึ้นเรื่อยๆ และอีกไม่กี่ปีอาจจะเก็บเพิ่มขึ้นอีก แต่สำหรับการนำเงินกองทุนไปลงทุนไปสร้างผลกำไรเพื่อให้กองทุนมั่นคงนั้นดูจะมืดมนเหลือเกิน ไม่รู้ที่จ่ายไปจะสูญเปล่าหรือเปล่า สำหรับคนที่กำลังจะจดทะเบียนบริษัทใหม่ คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้น “เราจำเป็นต้องเข้าระบบประกันสังคมจริงๆ หรอ?” หรือ “มีวิธีไหนไหมที่เราจะ ออกจากประกันสังคม หรือไม่ต้องเข้าตั้งแต่แรก?”

บอกเลยค่ะว่า “ทำได้ค่ะ” แต่ต้องทำอย่างมีความรู้และเข้าใจกฎหมายนะคะ วันนี้เลยอยากมาแชร์ How-to การเซตระบบบริษัทโมเดลใหม่ ที่จะช่วยให้คุณบริหารต้นทุนได้เก่งขึ้น ลดงานเอกสารจุกจิก และเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุน (ที่ทีมงานบ่นว่าคิวยาว) ให้กลายเป็นสวัสดิการประกันสุขภาพระดับพรีเมียมที่ใครๆ ก็อยากมาร่วมงานด้วยค่ะ


ทำความเข้าใจก่อนเริ่ม: เส้นบางๆ ระหว่าง “ลูกจ้าง” กับ “ผู้รับจ้าง”

ก่อนจะไปดูวิธีทำ เราต้องคุยกันเรื่องกฎหมายก่อนนิดนึงนะคะ เพื่อความปลอดภัย กฎหมายบ้านเรากำหนดว่า “นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม” ค่ะ ดังนั้น คีย์เวิร์ดสำคัญของการ ออกจากประกันสังคม คือการที่เราต้อง “ไม่มีลูกจ้าง” ในความหมายของกฎหมายแรงงานค่ะ แต่ไม่ได้แปลว่าให้คุณทำงานคนเดียวนะคะ แต่เราจะเปลี่ยนสถานะการจ้างจาก “สัญญาจ้างแรงงาน” (Employment) มาเป็น “สัญญาจ้างทำของ” (Service Agreement) แทนค่ะ

  • ลูกจ้าง (Employee): ขายเวลา แลกเงินเดือน ต้องตอกบัตร ทำตามคำสั่ง เจ้านายสั่งซ้ายหันขวาหันได้ = แบบนี้ต้องมีประกันสังคมค่ะ
  • ผู้รับจ้าง/ฟรีแลนซ์ (Contractor): ขายผลงาน แลกค่าตอบแทน บริหารเวลาเองได้ ขอแค่ส่งงานตรงตามกำหนด = แบบนี้ไม่ต้องมีประกันสังคมค่ะ

โจทย์ของบริษัทตั้งใหม่ยุคนี้ คือการออกแบบผังองค์กรแบบ Hybrid ค่ะ คือผสมผสานกันให้ลงตัว


Step-by-Step: จัดแผนกยังไง? แผนกไหนต้องมีประกันสังคม แผนกไหนไม่ต้องมี?

เราไม่สามารถเหมาเข่งให้ทั้งบริษัทเป็นฟรีแลนซ์ได้ทั้งหมดนะคะ เพราะบางตำแหน่งเนื้องานบังคับให้เราต้อง “คุม” เขาค่ะ เรามาลองแยกแผนกกันดูนะคะ

กลุ่ม A: แผนกที่ยังไงก็ต้องมีประกันสังคม (The Essentials)

กลุ่มนี้คืองานหลังบ้าน งาน Operation ที่ต้องสแตนด์บาย ต้องเข้าออฟฟิศเป็นเวลา หรือต้องทำตามคำสั่งเป๊ะๆ กลุ่มนี้เลี่ยงไม่ได้ค่ะ

  • ธุรการ/Admin: น้องๆ ที่ต้องคอยรับโทรศัพท์ ต้อนรับแขก ดูแลความเรียบร้อย
  • แม่บ้าน/รปภ.: ต้องดูแลสถานที่ตามเวลาที่กำหนดชัดเจน
  • เลขาหน้าห้อง: ต้องคอยจัดการตารางนัดหมายเจ้านาย
  • คำแนะนำ: กลุ่มแผนกต่างๆ ที่จำเป็นต้องให้เข้างานตามเวลา กลุ่มนี้จ้างเป็นพนักงานประจำ เข้าประกันสังคมตามปกติไปเลยค่ะ เพื่อความสบายใจและถูกต้องตามกฎหมาย

กลุ่ม B: แผนกที่สามารถ “ออกจากประกันสังคม” ได้ (The Result-Oriented)

กลุ่มนี้แหละค่ะคือไฮไลท์ คือกลุ่มคนทำงานใช้สมอง หรือสายงานที่วัดผลลัพธ์ (KPI) ได้ชัดเจน โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งเฝ้าว่าเขาจะตอกบัตรกี่โมง เช่น

  • Sales/การตลาด: วัดกันที่ยอดขาย หรือลูกค้าที่หามาได้
  • Programmer/Dev: วัดกันที่โค้ดที่รันผ่าน หรือแอปฯ ที่ใช้งานได้จริง
  • Graphic/Content: วัดกันที่ชิ้นงานสวยๆ ที่ส่งมา
  • Consultant/Project Manager: วัดกันที่โปรเจกต์สำเร็จตามเป้า
  • คำแนะนำ: กลุ่มนี้เปลี่ยนสัญญาจ้างเป็น “สัญญาจ้างทำของ” (Service Contract) ได้เลยค่ะ

5 ขั้นตอนเซตระบบบริษัทใหม่ (ฉบับทำตามได้จริง)

สำหรับใครที่อยากเริ่มระบบนี้ นี่คือเช็กลิสต์ 5 ข้อที่ต้องทำค่ะ

1. ออกแบบ Job Description (JD) ใหม่ให้เก๋

เลิกเขียน JD แบบเดิมๆ ที่บอกว่า “ทำงานจันทร์-ศุกร์ 09.00-18.00 น.” นะคะ เพราะนั่นคือวิถีนายจ้างจอมบงการ ให้เขียนว่า “รับผิดชอบส่งมอบงาน A ภายในวันที่ B” หรือ “ดูแลเป้าหมายยอดขาย X บาทต่อเดือน” เน้นที่ ผลลัพธ์ ไม่ใช่ เวลาที่นั่งในออฟฟิศ ค่ะ

2. ร่างสัญญา “จ้างทำของ” (เรื่องนี้ซีเรียสนะคะ)

ห้ามใช้แบบฟอร์มสัญญาจ้างแรงงานทั่วไปเด็ดขาด ในสัญญาต้องระบุชัดเจนว่า:

  • เราจ้างเขาเพื่อทำ “ชิ้นงาน” หรือ “โครงการ” อะไร
  • เขามีอิสระในการหาวิธีการทำงาน และบริหารเวลาเอง
  • การจ่ายเงิน จ่ายเมื่อ “งานเสร็จ” หรือแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ (เลี่ยงคำว่า “เงินเดือน” ให้ใช้ “ค่าบริการ” หรือ “ค่าตอบแทน” แทนค่ะ)
  • การหักภาษี เป็นแบบ หัก ณ ที่จ่าย 3% ค่ะ

3. ปรับ Mindset การบริหาร (สำคัญที่สุด)

ข้อนี้เตือนกันด้วยความหวังดีค่ะ คุณจะปฏิบัติกับคนกลุ่ม B เหมือนพนักงานไม่ได้ ห้ามสั่งสแกนนิ้ว ห้ามดุเรื่องมาสาย ห้ามบังคับเขียนใบลา ถ้างานเขาเสร็จทันและดี เขาจะตื่นบ่ายสองมาปั่นงานก็เรื่องของเขาค่ะ ถ้าเผลอไปคุมเวลาเมื่อไหร่ สัญญาจ้างทำของจะกลายเป็น “โมฆะ” และถูกมองเป็นลูกจ้างทันที เสี่ยงโดนฟ้องย้อนหลังนะคะ

4. ระบบบัญชีและการเงินที่ชัดเจน

  • กลุ่ม A (พนักงาน): ทำเงินเดือน, หักประกันสังคม, ยื่น ภ.ง.ด.1 ปกติ
  • กลุ่ม B (Contractor): จ่ายค่าจ้างทำของ, หัก ณ ที่จ่าย 3%, ออกใบทวิ 50, ยื่น ภ.ง.ด.3 หรือ 53 แยกบัญชีแบบนี้ บัญชีไม่งง สรรพากรไม่งง แฮปปี้ทุกฝ่ายค่ะ

5. สร้าง “สวัสดิการ” ที่ซื้อใจคนทำงาน

จุดอ่อนเดียวของระบบ Contract คือคนทำงานอาจจะรู้สึก “ไม่มั่นคง” เพราะไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล หน้าที่ของเราในฐานะเจ้าของบริษัทที่น่ารัก คือการ “อุดรอยรั่วนี้” ค่ะ ด้วยสวัสดิการที่ เริ่ดกว่า ประกันสังคม จนเขาไม่อยากกลับไปใช้สิทธิรัฐบาลอีกเลย


ทางออกที่สวยกว่า: เปลี่ยนเงินสมทบ เป็นประกันสุขภาพเอกชน (Ocean Life)

ลองคิดดูนะคะ ถ้าเรา ออกจากประกันสังคม ในส่วนของพนักงานกลุ่ม B บริษัทจะจ่ายเงินสมทบ 875 บาท และหักจากตัวพนักงานเองอีก 875 บาท รวม 1,750 บาท ถ้านำงบนี้หรือบวกเพิ่มอีกไม่เกิน 500 บาทสำหรับพนักงานที่ทำงานดี หรืออยู่ในระดับหัวหน้าเพื่อให้ได้สิทธิในการคุ้มครองมากขึ้น ถ้ามีงบ 1,750 – 2,200 บาทต่อเดือน นำเงินก้อนนี้มาซื้อ “ประกันสุขภาพเอกชน” ให้ทีมงาน บอกเลยว่าได้ความคุ้มครองระดับ VIP ที่ใครๆ ก็อิจฉาค่ะ

วันนี้ขอแนะนำแผนจาก Ocean Life (ไทยสมุทรประกันชีวิต) ที่คัดมาแล้วว่าตอบโจทย์คนทำงานออฟฟิศสุดๆ ไม่ว่าจะป่วยเล็กน้อย ปวดหัว ตัวร้อน หรือโรคร้ายแรง ก็เอาอยู่ค่ะ

แพคแผนประกันสำหรับพนักงานออฟฟิส

รายละเอียดความคุ้มครองแบบจุกๆ:

  1. ประกันชีวิต (หลักประกันให้ครอบครัว):
    • แบบประกัน: Smart Protection 99/99
    • ทุนประกัน: 100,000 บาท
  2. ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) – เจ็บหนักนอนโรงพยาบาล:
    • แบบประกัน: Enjoy Health Extra แผน 1
    • เหมาจ่ายค่ารักษา 1 ล้านบาท: ให้วงเงินค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายสูงสุด 1,000,000 บาท ต่อครั้ง ไม่ใช่ต่อปี 1 ปีจะเข้ารักษากี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
    • ค่าห้องพัก “จ่ายตามจริง”: จุดเด่นสำคัญคือค่าห้องพักและค่าอาหาร จ่ายตามจริง 100% โดยเป็น ห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน (Standard Single Room) ของโรงพยาบาลนั้นๆ ช่วยลดภาระส่วนเกินค่าห้องได้ดีมาก (สูงสุด 180 วัน)
    • ห้อง ICU: จ่ายตามจริง สูงสุด 15 วัน
    • ค่าแพทย์ตรวจรักษา: จ่ายตามจริง (สูงสุด 180 วัน)
    • ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ: เช่น ค่ายา, น้ำเกลือ, เวชภัณฑ์, ค่าผ่าตัด, ค่าห้องผ่าตัด, วิสัญญีแพทย์ จ่ายตามจริงภายใต้วงเงินเหมาจ่าย 1 ล้านบาท
    • ครอบคลุมเทคโนโลยีการรักษามะเร็ง: คุ้มครองค่ารักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย ทั้งรังสีรักษา เคมีบำบัด และรวมถึง Targeted Therapy (การรักษาแบบออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง)
    • คุ้มครองค่าล้างไต: ครอบคลุมค่าบริการทางการแพทย์เพื่อการบำบัดรักษาโรคไตวายเรื้อรัง โดยการล้างไตผ่านทางเส้นเลือด,
    • ไม่ต้องสำรองจ่าย: ใช้บริการ Fax Claim ได้ในโรงพยาบาลคู่สัญญา โดยไม่ต้องสำรองเงินจ่ายล่วงหน้า
  3. ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) – หาหมอรับยากลับบ้าน:
    • แบบประกัน: แผน OPD 1,000
    • Follow up: ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกต่อเนื่อง ภายใน 30 วัน หลังออกจากโรงพยาบาล
    • อุบัติเหตุฉุกเฉิน (ER): ค่ารักษาพยาบาลอุบัติเหตุภายใน 24 ชั่วโมง (ผู้ป่วยนอก) จ่ายตามจริง
    • ผ่าตัดเล็ก: คุ้มครองการผ่าตัดที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล (Day Surgery)
    • ความคุ้มครอง: หาหมอได้ครั้งละ 1,000 บาท (สูงสุดถึง 31 ครั้ง/ปี)

คุ้มแค่ไหน? มาดูตัวเลขกันชัดๆ

  • รวมเบี้ยประกันทั้งหมด: ประมาณ 25,809 บาท/ปี
  • หารเฉลี่ยตกเดือนละ: ~2,150 บาท

(อันนี้คำนวณจากผู้ชาย อายุประมาณ 30-35 ปีนะคะ)

ทำไมแผนนี้ถึงชนะเลิศ? (ดีกว่าประกันสังคมยังไง)

  1. วงเงิน IPD 1 ล้านบาท: เทียบกับประกันสังคมที่อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องยาและห้องพัก แผนนี้ให้วงเงินเหมาๆ 1 ล้าน คุณสามารถนอน รพ.เอกชน ห้องเดี่ยวสวยๆ สั่งยาดีๆ ได้เลยค่ะ สบายใจกว่าเยอะ
  2. OPD ครั้งละ 1,000 บาท คือดีย์: อันนี้คือทีเด็ด! ปกติเป็นหวัด ไปหาหมอคลินิกหรือ รพ.เอกชน ได้ ไม่ต้องไปนั่งรอคิวครึ่งวันที่ รพ.ตามสิทธิประกันสังคม ไปถึงยื่นบัตร รับยา กลับบ้านได้เลย ถูกใจคนทำงานยุคนี้สุดๆ
  3. ไม่ต้องสำรองจ่าย (D0): ประกันสุขภาพบางที่ถูกจริง แต่ต้องจ่ายเองก่อน 2-3 หมื่นบาทแรก แต่ของ Ocean Life แผนนี้เคลมได้เลย นี่แหละค่ะสวัสดิการที่พนักงาน “รู้สึกได้” ถึงความพรีเมียมจริงๆ

สรุปส่งท้าย: เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ทีมงานเถอะค่ะ

การเลือกที่จะ “ออกจากประกันสังคม” หรือไม่นำบริษัทเข้าสู่ระบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่การเอาเปรียบนะคะ แต่มันคือการ “เลือก” สิ่งที่แมตช์กับไลฟ์สไตล์การทำงานสมัยใหม่มากกว่า ให้ประโยชน์ในการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วยกับพนักงานที่มากกว่า

ถ้าคุณตั้งบริษัทใหม่วันนี้ ลองพิจารณาโมเดลนี้ดูนะคะ:

  1. จ้างงานแบบ Hybrid (พนักงานประจำ เฉพาะส่วนที่จำเป็น vs Contractor สำหรับสายงาน Professional)
  2. นำงบที่ประหยัดได้ มาลงทุนซื้อ Ocean Life Package ให้ทีมงานแทน

ผลลัพธ์ที่คุณจะได้คือ บริษัทที่มีความคล่องตัวสูง ลดภาระงานเอกสารราชการ และที่สำคัญที่สุด คุณจะได้ทีมงานที่แฮปปี้ สุขภาพดี และรู้สึกว่า “เจ้านายดูแลดีจัง” ไม่ใช่แค่ลูกจ้างในระบบ แต่เป็นคนสำคัญขององค์กรจริงๆ ค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการใหม่ทุกคนนะคะ เริ่มต้นวางแผนสวัสดิการให้ปัง บริษัทเราก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนนะคะ สนใจสอบถามเพิ่มเติมประกัน OceanLife ทักได้เลยนะคะ https://lin.ee/mPMwkgR

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *